เลขา มมส. และตัวแทนไวท์แชนเนลเยี่ยมโรงเรียน มะฮฺหัด อัล อาระกัน มาเลเซีย

วันที่ 21 เดือนตุลาคม 2558 นายศราวุธ มาลัยทัต บรรณาธิการฝ่ายข่าว นายวราวุธ น้อยวงศ์ช่างภาพ นายอับดุลอาซีม ขุนธาตุดีผู้สื่อข่าว และทนายฮานีฟหยงสตาร์เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ พร้อมด้วยนายโรไซดี้จากองค์กรพัฒนาเอกชน “MAPIM”ประเทศมาเลเซีย
นำทีมงานเดินทางเยี่ยมโรงเรียน มะฮฺหัด อัล อาระกัน MAAHAD AL ARKAN LITAHFIZ AL QURAN พบกับอาจารย์นูร มูฮัมหมัด อังตานผู้สอนกุรอานให้เก็บเด็กนักเรียนลูกหลานชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในปีนังอาจารย์นูรมูฮัมหมัด กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้ทำงานร่วมกันกับองค์กรMAPIM มีเด็กนักเรียนประจำ 68 คน คุณครูผู้สอน ประมาณ 3-4 คนเงินสนับสนุนการเรียนการสอนของเด็กได้จากบรรดาผู้ปกครองส่วนหนึ่งอีกส่วนได้จากการเปิดร้านขายของและขายอาหาร

เมื่อถามว่าโรงเรียนแห่งนี้มีตำรวจมาคอยตรวจหรือไม่อาจารย์นูรมูฮัมหมัดกล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลพ่อแม่ของบรรดาเด็กนักเรียนเหล่านี้มีบัตร UNHCR แต่ถึงกระนั้นก็ตามมีบัตรก็ไม่ได้มีอิสระเสรีเหมือนประเทศไทย ที่โรฮิงญาอยากจะออกขายโรตีเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อโดนจับข้อหาทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ต้องถูกกักตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ กว่า UNหรือองค์กรพัฒนาเอกชนจะมาชำระค่าปรับเพราะชาวโรฮิงญาไม่มีเงินตำรวจจึงส่งกลับไปยังหมู่บ้านนั้นๆที่พวกเขามาและสั่งห้ามทำอาชีพที่ไม่ได้รับอนุญาตอีก
อาจารย์สะท้อนปัญหาให้ฟังต่อว่าถึงแม้ประเทศมาเลเซียจะไม่ส่งชาวโรฮิงญากลับประเทศเมียนมาก็จริงอยู่แต่เมื่อชาวโรฮิงญาถูกจำกัดอาชีพ ทำงานอย่างอิสระเสรีไม่ได้จะเอาเงินเอาทองที่ไหนซื้อข้าวปลาอาหารกินเอาเงินที่ไหนส่งบุตรหลานเล่าเรียน
เรื่องสิทธิพลเมืองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์

ทนายฮานีฟ หยงสตาร์เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ กล่าวว่า
สิทธิพลเมืองที่มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติเรียกร้องมาโดยตลอดนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนควรจะตระหนักและร่วมกันผลักดันให้ประเทศต้นทางคือเมียนมายอมรับและมอบสิทธิให้แก่พวกเขา ส่วนกรณีมาเยี่ยมโรงเรียนมาหมัดอัลอาระกัน ได้เห็นแนวทางการส่งเสริมการศึกษาน่านำมาปรับใช้ในประเทศไทยด้วย
‪#‎ขุนคมคำ‬